PlanetPast

ตุลาคม 2026 · เฮอริเคนไซมอนและไอเซยาส

เครื่องจักรความร้อนกลางทะเล

จะเรียกว่าเฮอริเคน ไต้ฝุ่น หรือไซโคลน ก็คือพายุชนิดเดียวกัน และมันใช้น้ำทะเลอุ่นเป็นเชื้อเพลิง มาแยกชิ้นส่วนพายุในแบบสามมิติ ดูว่าพลังงานมาจากไหน ทำไมมันหมุน ทำไมตาพายุจึงสงบ ระดับความแรงหมายถึงอะไร และทำไมน้ำทะเลที่ยกตัวขึ้นจึงมักอันตรายที่สุด

Interactive 3D film8 นาที1962 to 2026เผยแพร่ 2026-10-14

ดูภาพยนตร์ 3 มิติแบบโต้ตอบRead in English

บทนำ

ตุลาคม 2026 · เฮอริเคนสองลูก

เครื่องจักรความร้อน

ภายในสัปดาห์เดียว เฮอริเคนสองลูกพัดถล่มอเมริกาเหนือ ทั้งสองใช้เชื้อเพลิงเดียวกัน คือน้ำทะเลอุ่น

วันที่ 9 ตุลาคม 2026 เฮอริเคนไอเซยาสขึ้นฝั่งใกล้เมืองเดสติน รัฐฟลอริดา ด้วยความแรงระดับ 2 ทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้ากว่าสี่แสนเจ็ดหมื่นรายไฟดับ

วันต่อมา นอกชายฝั่งแปซิฟิกของเม็กซิโก เฮอริเคนไซมอนแรงขึ้นถึงระดับ 4 ลมแรงสองร้อยสี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง

จากนั้นไซมอนเคลื่อนตัวช้า ๆ เลียบชายฝั่งใกล้เปอร์โตบายาร์ตา และเทฝนลงมาไม่หยุด

ทะเลอุ่นที่สงบนิ่ง กลายเป็นเครื่องจักรแบบนี้ได้อย่างไร มาลองแยกชิ้นส่วนพายุดูกัน

ภาพประกอบ: เฮอริเคนที่เติบโตเต็มที่ มีตาพายุชัดเจน
เฮอริเคนมองจากวงโคจร ภาพประกอบ: เฮอริเคนที่เติบโตเต็มที่ มีตาพายุชัดเจน
Cat 2
ไอเซยาสขึ้นฝั่งใกล้เดสติน ฟลอริดา 9 ต.ค.
471,000+
ผู้ใช้ไฟฟ้าที่ไฟดับในฟลอริดาและแอละแบมา
อ่าวเม็กซิโก ตัวเลขจากศูนย์เฮอริเคนแห่งชาติสหรัฐฯ และ PowerOutage.us ตามรายงานของ Bernama–Xinhua
Cat 4
ไซมอน 10 ต.ค.
240 km/h
ลมแรงต่อเนื่องสูงสุด (150 ไมล์/ชม.)
ชายฝั่งแปซิฟิกของเม็กซิโก ตามข้อมูลของศูนย์เฮอริเคนแห่งชาติสหรัฐฯ ผ่านสำนักข่าว AP
ภาพประกอบ: เฮอริเคนหมุนวนนอกชายฝั่งที่เป็นภูเขา
เครื่องจักรเดียว หลายชื่อ ภาพประกอบ: เฮอริเคนหมุนวนนอกชายฝั่งที่เป็นภูเขา
บทนำ · ทำไมข่าวนี้จึงสำคัญ

เฮอริเคนสองลูกในสัปดาห์เดียว

วันที่ 9 ตุลาคม 2026 เฮอริเคนไอเซยาส (Isaias) ขึ้นฝั่งใกล้เมืองเดสตินบนชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกของรัฐฟลอริดา ด้วยความแรงระดับ 2 ลม 169 กม./ชม. หลังจากแรงถึงระดับ 3 อยู่ช่วงสั้น ๆ ผู้ใช้ไฟฟ้ากว่า 471,000 รายในฟลอริดาและแอละแบมาไฟดับ วันที่ 10 ตุลาคม เฮอริเคนไซมอน (Simon) นอกชายฝั่งแปซิฟิกของเม็กซิโกแรงขึ้นถึงระดับ 4 ลมแรงต่อเนื่องสูงสุด 240 กม./ชม. ก่อนอ่อนลงเป็นระดับ 3 ในวันที่ 11 และระดับ 2 ในวันที่ 12 ขณะเคลื่อนตัวช้า ๆ ใกล้เปอร์โตบายาร์ตา โดยมีการพยากรณ์ฝนตกหนักมากในรัฐฮาลิสโก โกลิมา และมิโชอากัง

ไอเซยาส 9 ต.ค.
ระดับ 2
ขึ้นฝั่งใกล้เดสติน ฟลอริดา
ไซมอน 10 ต.ค.
ระดับ 4
ลมต่อเนื่อง 240 กม./ชม.

เรื่องนี้ไม่ใช่รายงานข่าว แต่อธิบายสิ่งที่อยู่ภายในพายุทุกลูกแบบนี้ เพื่อให้ตัวเลขในพยากรณ์ครั้งหน้าเข้าใจได้ ลูกโลกแสดงตำแหน่งของพายุสองลูก (สัญลักษณ์ไม่ได้สัดส่วนจริง)

วิธีใช้: เลือกบทใต้ภาพ หรือกด ← → เพื่อเปลี่ยนขั้น · ▶ เล่นขั้นนั้น · ลากเพื่อหมุน เลื่อนหรือถ่างนิ้วเพื่อซูม · “เล่นทั้งเรื่อง” จะเล่นทุกขั้นเต็มจอ

แหล่งข้อมูล (ภาษาอังกฤษ): Bernama–Xinhua: Hurricane Isaias makes landfall in Florida (10 Oct 2026); AP via WECT: Simon strengthens into a Category 4 hurricane (10 Oct 2026); AP via WECT: Hurricane Simon pounds Mexico’s Pacific coast (11 Oct 2026); CBS News: Hurricane Simon lashes Mexico’s Pacific coast (12 Oct 2026)

พายุเดียว สามชื่อ

เฮอริเคน ไต้ฝุ่น ไซโคลน

พายุชนิดเดียวกัน แต่เรียกชื่อต่างกันไปในแต่ละมหาสมุทร

นักวิทยาศาสตร์เรียกพายุแบบนี้ว่าพายุหมุนเขตร้อน คือกลุ่มพายุฝนฟ้าคะนองขนาดมหึมาที่หมุนวนอยู่เหนือทะเลอุ่นในเขตร้อน

เมื่อลมแรงต่อเนื่องถึงหนึ่งร้อยสิบเก้ากิโลเมตรต่อชั่วโมง ถ้าอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติกหรือแปซิฟิกตะวันออกเฉียงเหนือ จะเรียกว่าเฮอริเคน

ถ้าอยู่ในแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ พายุลูกเดียวกันนี้คือไต้ฝุ่น ชื่อที่คนไทยคุ้นหู ส่วนในมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกใต้ เรียกว่าพายุไซโคลน

แต่ละปี ทั่วโลกมีพายุแบบนี้ราวแปดสิบหกลูกที่แรงถึงขั้นพายุโซนร้อนขึ้นไป

ระบบเมฆและพายุฝนฟ้าคะนองที่หมุนวนเหนือทะเลอุ่น (ภาพประกอบ)
พายุหมุนเขตร้อน ระบบเมฆและพายุฝนฟ้าคะนองที่หมุนวนเหนือทะเลอุ่น (ภาพประกอบ)
119 km/h
ลมต่อเนื่องที่ทำให้เป็นเฮอริเคนหรือไต้ฝุ่น (74 ไมล์/ชม.)
63 km/h
พายุโซนร้อน (39 ไมล์/ชม.)
เมื่อไรจึงเรียกว่าอะไร ระบบที่อ่อนกว่านั้นเรียกว่าพายุดีเปรสชันเขตร้อน
  • เฮอริเคน: แอตแลนติกเหนือ แปซิฟิกเหนือตอนกลางและตะวันออก
  • ไต้ฝุ่น: แปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ
  • พายุไซโคลนเขตร้อน: แปซิฟิกใต้และมหาสมุทรอินเดีย
  • “เฮอริเคน” มาจากคำว่า Huricán ของชาวไตโน “ไต้ฝุ่น” อาจมาจากภาษาจีนหรือกรีก
พายุเดียวกัน ชื่อตามถิ่น
~86
พายุระดับโซนร้อนขึ้นไปต่อปี ทั่วโลก
~47
แรงถึงระดับเฮอริเคน
ทุกปี
บทนำ · ขั้นที่ 1 · ชื่อเรียก

พายุเดียว สามชื่อ

“พายุหมุนเขตร้อน” (tropical cyclone) คือชื่อทางวิทยาศาสตร์ของระบบเมฆและพายุฝนฟ้าคะนองที่หมุนวนอย่างเป็นระบบเหนือทะเลเขตร้อนหรือกึ่งเขตร้อน เมื่อลมแรงต่อเนื่องสูงสุดถึง 119 กม./ชม. (74 ไมล์/ชม.) จะเรียกว่าเฮอริเคนในแอตแลนติกเหนือและแปซิฟิกเหนือตอนกลางและตะวันออก เรียกว่าไต้ฝุ่นในแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ และเรียกว่าพายุไซโคลนเขตร้อนในแปซิฟิกใต้และมหาสมุทรอินเดีย

เฮอริเคน / ไต้ฝุ่น
≥ 119 กม./ชม.
ลมแรงต่อเนื่อง 74 ไมล์/ชม.
พายุโซนร้อน
≥ 63 กม./ชม.
เริ่มตั้งชื่อพายุจากระดับนี้
แต่ละปีทั่วโลก
พายุโซนร้อนราว 86 ลูก ในจำนวนนี้ราว 47 ลูกแรงถึงระดับเฮอริเคน
ค่าเฉลี่ยระยะยาวตามบทความวิกิพีเดียเรื่องการก่อตัวของพายุหมุนเขตร้อน

ป้ายบนลูกโลกบอกแอ่งมหาสมุทรหลัก คำว่า “เฮอริเคน” มาจาก Huricán ชื่อในภาษาของชาวไตโนผ่านคำสเปน huracán ส่วน “ไต้ฝุ่น” อาจมาจากภาษาจีน (ต้าเฟิง แปลว่าลมใหญ่) หรือจากไทฟอนในเทพนิยายกรีกผ่านภาษาเปอร์เซียและอาหรับ

แหล่งข้อมูล (ภาษาอังกฤษ): NOAA Ocean Service: Hurricane, cyclone or typhoon?; Wikipedia: Tropical cyclogenesis; New World Encyclopedia: Tropical cyclone

บทที่ I · ส่วนผสม

ส่วนผสมที่หนึ่ง

มหาสมุทรที่อุ่น

ถังเชื้อเพลิงคือน้ำทะเลเขตร้อนชั้นบนหนาราวห้าสิบเมตร

พายุหมุนเขตร้อนทุกลูกเริ่มจากน้ำทะเลอุ่น อย่างน้อยยี่สิบหกจุดห้าองศาเซลเซียส และอุ่นลึกลงไปราวห้าสิบเมตร

น้ำอุ่นระเหยได้เร็ว อากาศเหนือผิวน้ำจึงอัดแน่นด้วยไอน้ำ และไอน้ำนี้แบกพลังงานที่ซ่อนอยู่ เรียกว่าความร้อนแฝง

ลองดูในภาพ ถ้าทำให้ทะเลเย็นกว่ายี่สิบหกจุดห้าองศา พายุจะขาดอาหาร แต่ถ้าทะเลอุ่นขึ้น พายุจะโตขึ้น

≥ 26.5 °C
อุณหภูมิผิวน้ำทะเล (80 °F)
~50 m
ความลึกที่ชั้นน้ำอุ่นต้องมี
เชื้อเพลิง NOAA ระบุว่ายังไม่ทราบความลึกที่ต้องการอย่างแน่ชัด
แสงแดดทำให้ผิวมหาสมุทรเขตร้อนอุ่นขึ้น (ภาพประกอบ)
ชั้นน้ำอุ่นด้านบน แสงแดดทำให้ผิวมหาสมุทรเขตร้อนอุ่นขึ้น (ภาพประกอบ)
  • น้ำอุ่นระเหย
  • ไอน้ำเก็บความร้อนแฝงไว้
  • เมื่อกลั่นตัวเป็นฝน ความร้อนจะถูกปล่อยออกมา
พลังงานที่ซ่อนอยู่ ลองกดปุ่มอุณหภูมิในภาพ
บทที่ I · ขั้นที่ 2 · น้ำอุ่น

มหาสมุทรที่อุ่น

ฝ่ายวิจัยเฮอริเคนของ NOAA ระบุว่าเงื่อนไขแรกของการเกิดพายุหมุนเขตร้อน คือน้ำทะเลอุ่นอย่างน้อย 26.5 °C ลึกลงไปราว 50 เมตร น้ำอุ่นระเหยได้ง่าย ไอน้ำแบกความร้อนแฝง (latent heat) ซึ่งจะถูกปล่อยออกมาอีกครั้งเมื่อไอน้ำกลั่นตัวเป็นเมฆและฝน

ผิวน้ำทะเล
≥ 26.5 °C
80 °F
ชั้นน้ำอุ่น
ลึก ~50 ม.
ยังไม่ทราบความลึกที่ต้องการแน่ชัด

ส่วนที่กดเล่นได้: ปุ่มในภาพใช้ตั้งอุณหภูมิน้ำทะเลใต้พายุจำลองแบบง่าย การตอบสนองเป็นแผนภาพเท่านั้น พายุจริงต้องการส่วนผสมอื่นในขั้นถัดไปด้วย และใช้เวลาหลายวัน ไม่ใช่ไม่กี่วินาที ความสูงในภาพขยายเกินจริง

แหล่งข้อมูล (ภาษาอังกฤษ): NOAA AOML Hurricane FAQ: How do tropical cyclones form?; New World Encyclopedia: Tropical cyclone

ส่วนผสมที่สองถึงห้า

สภาพอากาศที่เหมาะเจาะ

แค่น้ำอุ่นยังไม่พอ ต้องมีอีกสี่อย่างมาบรรจบกัน

แค่น้ำอุ่นยังไม่พอ อากาศเบื้องบนราวห้ากิโลเมตรเหนือทะเลต้องชื้นด้วย เมฆที่ลอยขึ้นจะได้ไม่แห้งไปเสียก่อน

ลมในทุกระดับความสูงต้องใกล้เคียงกัน ถ้าลมเฉือนแรงเกินราวสิบเมตรต่อวินาที พายุที่เพิ่งก่อตัวจะถูกฉีกจนแตก

ต้องมีเมล็ดพันธุ์ คือกลุ่มพายุฝนฟ้าคะนองที่เริ่มหมุนอยู่บ้างแล้ว

และต้องอยู่ห่างจากเส้นศูนย์สูตรอย่างน้อยห้าร้อยกิโลเมตร เหตุผลจะชัดเจนเมื่อเราดูเรื่องการหมุน

เมฆก่อตัวสูงได้ก็ต่อเมื่ออากาศรอบ ๆ ยังชื้นอยู่ (ภาพประกอบ)
อากาศชื้นเบื้องบน เมฆก่อตัวสูงได้ก็ต่อเมื่ออากาศรอบ ๆ ยังชื้นอยู่ (ภาพประกอบ)
< 10 m/s
ลมเฉือนแนวดิ่ง (ราว 36 กม./ชม.)
ลมชั้นบนต้องนิ่ง ลมเฉือนคือความต่างของลมที่ระดับความสูงต่างกัน
  • ทะเลอุ่น ≥ 26.5 °C ลึก ~50 ม.
  • อากาศชื้นที่ความสูงราว 5 กม.
  • ลมเฉือนต่ำ
  • เมล็ดพันธุ์: กลุ่มพายุฝนที่เริ่มหมุน
  • ห่างเส้นศูนย์สูตร ≥ 500 กม.
สูตร
≥ 500 km
จากเส้นศูนย์สูตร
ห่างจากเส้นศูนย์สูตร แถบสีจางบนลูกโลกคือเขตที่อยู่ในราว 4.5 องศาจากเส้นศูนย์สูตร
บทที่ I · ขั้นที่ 3 · สูตรของพายุ

สภาพอากาศที่เหมาะเจาะ

NOAA ระบุเงื่อนไขอื่นของการเกิดพายุไว้ ได้แก่ อากาศค่อนข้างชื้นในระดับกลางของโทรโพสเฟียร์ (สูงราว 5 กม.) ลมเฉือนแนวดิ่ง (vertical wind shear) ต่ำ น้อยกว่าราว 10 เมตรต่อวินาที มีความแปรปรวนใกล้ผิวน้ำที่หมุนและดูดอากาศเข้ามาอยู่ก่อนแล้ว และอยู่ห่างจากเส้นศูนย์สูตรอย่างน้อยราว 500 กม. ถึงจะครบทุกข้อ ความแปรปรวนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้กลายเป็นพายุ

  1. ทะเลอุ่น ≥ 26.5 °C ลึกราว 50 ม.
  2. อากาศระดับกลางชื้น เมฆจึงเติบโตต่อได้
  3. ลมเฉือนต่ำ ความร้อนของพายุจึงซ้อนอยู่เหนือศูนย์กลาง
  4. มีความแปรปรวนตั้งต้นที่หมุนอยู่แล้ว
  5. ห่างเส้นศูนย์สูตร ≥ ราว 500 กม. เพื่อให้เกิดแรงคอริออลิส

บนลูกโลก สีส้มคือทะเลเขตร้อนที่มักอุ่นพอในฤดูร้อนของมัน เป็นแถบแผนภาพ ไม่ใช่แผนที่อุณหภูมิที่วัดจริง แถบสีจางคือเขตศูนย์สูตรที่แทบไม่เคยเกิดพายุหมุน

แหล่งข้อมูล (ภาษาอังกฤษ): NOAA AOML Hurricane FAQ: How do tropical cyclones form?; Wikipedia: Tropical cyclogenesis

บทที่ II · เครื่องยนต์

มันทำงานอย่างไร

ปล่องไฟของอากาศที่ลอยขึ้น

อากาศหมุนวนเข้าที่ผิวน้ำ ลอยขึ้นที่กำแพงตาพายุ แล้วไหลออกที่ยอด

มาดูเครื่องยนต์กัน เราผ่าพายุออกเป็นสองซีก ใกล้ผิวน้ำ อากาศชื้นหมุนวนเข้าหาความกดอากาศต่ำที่ใจกลาง

พอเข้าใกล้ใจกลาง อากาศพุ่งขึ้นในวงแหวนของเมฆที่สูงตระหง่าน ยิ่งลอยสูงยิ่งเย็นลง ไอน้ำจึงกลั่นตัวเป็นฝน

การกลั่นตัวปล่อยความร้อนแฝงที่ได้มาจากทะเลออกมา ความร้อนนั้นทำให้อากาศทั้งแท่งอุ่นขึ้น ความกดอากาศที่ผิวน้ำจึงลดลง และดูดอากาศเข้ามามากขึ้นอีก

ที่ยอดพายุ อากาศที่แห้งแล้วแผ่ออกไปด้านข้าง กลายเป็นเมฆซีร์รัสบาง ๆ ปกคลุมอยู่สูงลิบ

อากาศชื้นลอยตัวขึ้นและก่อเป็นเมฆก้อนสูง (ภาพประกอบ)
อากาศไหลเข้าและลอยตัว อากาศชื้นลอยตัวขึ้นและก่อเป็นเมฆก้อนสูง (ภาพประกอบ)
  • 1 · อากาศชื้นหมุนวนเข้าหาศูนย์กลางเหนือทะเล
  • 2 · ลอยขึ้นที่กำแพงตาพายุและเย็นลง
  • 3 · ไอน้ำกลั่นตัว ปล่อยความร้อนออกมา
  • 4 · อากาศอุ่นขึ้น → ความกดอากาศผิวน้ำต่ำลง → ดูดอากาศเข้ามามากขึ้น
วงจรที่ป้อนตัวเอง
แกนอุ่น
ความร้อนจากการกลั่นตัว ไม่ใช่จากมวลอากาศปะทะกัน
ต่างจากพายุทั่วไปอย่างไร พายุในละติจูดกลางได้พลังงานจากความต่างอุณหภูมิของมวลอากาศเป็นหลัก
ที่ยอดพายุ อากาศแผ่ออกเป็นเมฆซีร์รัสบาง ๆ ซึ่งมักเป็นสัญญาณแรกว่าพายุกำลังมา (ภาพประกอบ)
อากาศไหลออก ที่ยอดพายุ อากาศแผ่ออกเป็นเมฆซีร์รัสบาง ๆ ซึ่งมักเป็นสัญญาณแรกว่าพายุกำลังมา (ภาพประกอบ)
บทที่ II · ขั้นที่ 4 · เครื่องยนต์

ปล่องไฟของอากาศที่ลอยขึ้น

พายุหมุนเขตร้อนเป็นพายุ “แกนอุ่น” (warm core) พลังงานของมันมาจากความร้อนที่ปล่อยออกมาเมื่อไอน้ำกลั่นตัว ไม่ใช่จากความต่างของมวลอากาศแบบพายุในละติจูดกลาง ใกล้ผิวน้ำ อากาศชื้นไหลเข้าหาความกดอากาศต่ำที่ใจกลาง พอใกล้ใจกลางก็เลี้ยวขึ้นในกำแพงตาพายุ (eyewall) อากาศที่ลอยขึ้นจะเย็นลง ไอน้ำกลั่นตัว ความร้อนแฝงที่ปล่อยออกมาทำให้อากาศทั้งแท่งอุ่นขึ้น ความกดอากาศที่ผิวน้ำจึงต่ำลงและดูดอากาศเข้ามาเพิ่ม ที่ยอดพายุ อากาศไหลออกเป็นเมฆซีร์รัสระดับสูง

อากาศไหลเข้า
ใกล้ผิวน้ำ
อากาศชื้นหมุนวนเข้าหาใจกลาง
อากาศไหลออก
ที่ยอดพายุ
เมฆซีร์รัสบางหมุนวนออกไป

ภาพนี้ผ่าพายุครึ่งซีกด้านหน้าออก จุดสีฟ้าอมเขียวคืออากาศชื้นที่ไหลเข้า สีส้มคือจุดที่ความร้อนถูกปล่อยออกในกำแพงตาพายุ จุดสีจางคืออากาศที่ไหลออก ความสูงขยายเกินจริงราวสิบเท่าเมื่อเทียบกับความกว้าง

แหล่งข้อมูล (ภาษาอังกฤษ): New World Encyclopedia: Tropical cyclone; Hurricanes: Science and Society (University of Rhode Island): Hurricane structure

เครื่องจักรความร้อน

สองร้อยเท่าของไฟฟ้าทั้งโลก

พลังงานเกือบทั้งหมดของเฮอริเคนอยู่ในรูปความร้อน ไม่ใช่ลม

นี่ทำให้เฮอริเคนเป็นเครื่องจักรความร้อน มันเปลี่ยนความร้อนจากมหาสมุทรเป็นการเคลื่อนที่ เหมือนเครื่องยนต์รถที่เปลี่ยนการเผาไหม้เชื้อเพลิงเป็นการเคลื่อนที่

นักวิจัยเฮอริเคนของ NOAA ประมาณว่า ฝนจากเฮอริเคนโดยเฉลี่ยหนึ่งลูกปล่อยความร้อนราวหกร้อยล้านล้านวัตต์

เท่ากับราวสองร้อยเท่าของกำลังผลิตไฟฟ้าของทั้งโลก ณ เวลาที่ทำการประมาณ

มีเพียงราวหนึ่งในสี่ร้อยเท่านั้นที่กลายเป็นลม แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังราวครึ่งหนึ่งของกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งโลก

การกลั่นตัวในเมฆก้อนสูงปล่อยความร้อนมหาศาล (ภาพประกอบ)
เครื่องจักรความร้อน การกลั่นตัวในเมฆก้อนสูงปล่อยความร้อนมหาศาล (ภาพประกอบ)
6 × 10¹⁴ W
ความร้อนจากฝนของเฮอริเคนโดยเฉลี่ย
ประมาณการของ NOAA เท่ากับ 5.2 × 10¹⁹ จูลต่อวัน
≈ 200 ×
กำลังผลิตไฟฟ้าของทั้งโลก
เทียบกับมนุษย์
ความร้อนจากฝน600 TW
ลม (พลังงานจลน์)1.5 TW
พลังงานไปอยู่ไหน ลมได้ไปราว 1 ใน 400 ของความร้อน
บทที่ II · ขั้นที่ 5 · กำลังของพายุ

สองร้อยเท่าของไฟฟ้าทั้งโลก

ฝ่ายวิจัยเฮอริเคนของ NOAA ประมาณพลังงานของเฮอริเคนโดยเฉลี่ยไว้สองแบบ แบบแรกนับความร้อนที่ปล่อยจากฝน (ราว 2.1 × 10¹⁶ ลูกบาศก์เซนติเมตรต่อวัน) ได้ 5.2 × 10¹⁹ จูลต่อวัน หรือ 6 × 10¹⁴ วัตต์ ราว 200 เท่าของกำลังผลิตไฟฟ้าของโลก แบบที่สองนับเฉพาะพลังงานที่ใช้ขับลม ได้ 1.3 × 10¹⁷ จูลต่อวัน หรือ 1.5 × 10¹² วัตต์ ราวครึ่งหนึ่งของกำลังผลิตไฟฟ้าโลก ความร้อนจึงมากกว่าพลังงานลมราว 400 เท่า

ความร้อนที่ปล่อยออก
6 × 10¹⁴ วัตต์
≈ 200 เท่าของกำลังผลิตไฟฟ้าโลก
ลม
1.5 × 10¹² วัตต์
≈ ครึ่งหนึ่งของกำลังผลิตไฟฟ้าโลก

การเปรียบเทียบใช้กำลังผลิตไฟฟ้าโลกตามที่ระบุในหน้าคำถามที่พบบ่อยของ NOAA ซึ่งเขียนไว้หลายปีก่อน ปัจจุบันกำลังผลิตเพิ่มขึ้นแล้ว อัตราส่วนจริงวันนี้จึงน้อยกว่านี้บ้าง สิ่งสำคัญคือขนาดของตัวเลข

แหล่งข้อมูล (ภาษาอังกฤษ): NOAA AOML Hurricane FAQ: How much energy does a hurricane release?; New World Encyclopedia: Tropical cyclone

บทที่ III · การหมุน

ทำไมจึงหมุน

ปรากฏการณ์คอริออลิส

การหมุนของโลกทำให้อากาศที่ไหลเข้ากลายเป็นวังวน และหมุนสวนทางกันในซีกโลกเหนือกับใต้

ทำไมพายุจึงหมุน ก็เพราะโลกหมุนอยู่ข้างใต้มัน

อากาศที่พุ่งเข้าหาความกดอากาศต่ำ จะถูกการหมุนของโลกผลักออกด้านข้าง ซีกโลกเหนือเบนไปทางขวา ซีกโลกใต้เบนไปทางซ้าย เรียกว่าปรากฏการณ์คอริออลิส

พายุในซีกโลกเหนือจึงหมุนทวนเข็มนาฬิกา ส่วนในซีกโลกใต้หมุนตามเข็ม ลองกดปุ่มสลับซีกโลกดู

ที่เส้นศูนย์สูตร แรงผลักด้านข้างนี้เป็นศูนย์ อากาศไหลตรงเข้าไปเลย การหมุนจึงก่อตัวไม่ได้ เพราะเหตุนี้พายุจึงแทบไม่เคยเกิดที่นั่น

แถบเมฆรูปเกลียวม้วนเข้าหาใจกลาง (ภาพประกอบ)
พายุที่หมุนวน แถบเมฆรูปเกลียวม้วนเข้าหาใจกลาง (ภาพประกอบ)
f=2 Ω sin⁡φf = 2\,\Omega\,\sin\varphi
ff
พารามิเตอร์คอริออลิส: ความแรงของแรงผลักด้านข้าง
Ω\Omega
อัตราการหมุนของโลก (หนึ่งรอบต่อวัน)
φ\varphi
ละติจูด
เป็นศูนย์ที่เส้นศูนย์สูตร sin 0° = 0 ค่า f จึงเป็นศูนย์ที่เส้นศูนย์สูตร เป็นบวกในซีกโลกเหนือ และเป็นลบในซีกโลกใต้
↺
ซีกโลกเหนือ: ทวนเข็มนาฬิกา
↻
ซีกโลกใต้: ตามเข็มนาฬิกา
หมุนสวนทางกัน
  • ที่เส้นศูนย์สูตร การหมุนก่อตัวไม่ได้
  • ความเชื่อผิด ๆ: น้ำในอ่างไม่ได้หมุนกลับทิศ “เพราะคอริออลิส”
  • ในอ่างล้างหน้า แรงนี้อ่อนเกินไป รูปทรงของอ่างต่างหากที่กำหนด
แล้วอ่างอาบน้ำล่ะ
บทที่ III · ขั้นที่ 6 · ปรากฏการณ์คอริออลิส

ทำไมพายุจึงหมุน

บนโลกที่หมุนอยู่ อากาศที่เคลื่อนที่จะถูกเบี่ยงทิศ ไปทางขวาในซีกโลกเหนือ และไปทางซ้ายในซีกโลกใต้ อากาศที่ไหลเข้าหาศูนย์กลางความกดอากาศต่ำจึงถูกบิดเป็นวังวนทวนเข็มนาฬิกาในซีกโลกเหนือ และตามเข็มนาฬิกาในซีกโลกใต้ ความแรงของผลนี้กำหนดด้วยพารามิเตอร์คอริออลิส f = 2Ω sin φ ซึ่งเป็นศูนย์ที่เส้นศูนย์สูตร พายุหมุนจึงมักก่อตัวห่างออกไปอย่างน้อยราว 500 กม. (ราว 4.5–5 องศาละติจูด) มีข้อยกเว้นน้อยมาก

ซีกโลกเหนือ
↺
ทวนเข็มนาฬิกา
ซีกโลกใต้
↻
ตามเข็มนาฬิกา

ส่วนที่กดเล่นได้: ภาพนี้เป็นผืนทะเลแบนแบบง่ายที่มีความกดอากาศต่ำอยู่ตรงกลาง (แผนภาพ ไม่ได้สัดส่วนจริง) แต่ละจุดคือก้อนอากาศที่ถูกดึงเข้าหาความกดต่ำ และถูกแรงคอริออลิสผลักด้านข้าง โดยมีแรงเสียดทานด้วย ลองสลับซีกเหนือ เส้นศูนย์สูตร และซีกใต้ NOAA ระบุว่าแรงนี้อ่อนเกินกว่าจะกำหนดทิศที่น้ำไหลลงอ่างล้างหน้า

แหล่งข้อมูล (ภาษาอังกฤษ): NOAA AOML Hurricane FAQ: Why do tropical cyclones rotate?; University at Albany ATM 317: Apparent forces and the Coriolis force; Wikipedia: Tropical cyclogenesis

กายวิภาคของเฮอริเคน

ตาพายุและกำแพง

จุดที่สงบที่สุดของพายุ อยู่ติดกับจุดที่รุนแรงที่สุด

มองลงมาที่เฮอริเคนที่โตเต็มที่ ใจกลางคือตาพายุ ซึ่งมักกว้างยี่สิบถึงห้าสิบกิโลเมตร ลมเบา และท้องฟ้ามักโปร่ง

รอบตาพายุคือกำแพงตาพายุ วงแหวนของเมฆสูงตระหง่านที่มีลมแรงที่สุดและฝนหนักที่สุด

แถบฝนรูปเกลียวม้วนเข้าหามัน นำฝนกระหน่ำและลมกระโชกมาเป็นระลอก สลับกับช่วงที่สงบกว่า

พายุทั้งลูกมักกว้างหลายร้อยกิโลเมตร ลูกที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่บันทึกได้คือไต้ฝุ่นทิปในปี 1979 กว้างถึงสองพันสองร้อยยี่สิบกิโลเมตร

20–50 km
ความกว้างทั่วไปของตาพายุ
ตาพายุ แทบไม่มีเมฆ ลมเบา
มองจากในตาพายุ กำแพงตาพายุตั้งตระหง่านเหมือนอัฒจันทร์สนามกีฬา (ภาพประกอบ)
กำแพงตาพายุ มองจากในตาพายุ กำแพงตาพายุตั้งตระหง่านเหมือนอัฒจันทร์สนามกีฬา (ภาพประกอบ)
แถบฝนหนักที่หมุนเป็นเกลียว สลับกับช่องว่างที่ฝนน้อย (ภาพประกอบ)
แถบฝน แถบฝนหนักที่หมุนเป็นเกลียว สลับกับช่องว่างที่ฝนน้อย (ภาพประกอบ)
2,220 km
ไต้ฝุ่นทิป ปี 1979: พายุหมุนเขตร้อนใหญ่ที่สุดเท่าที่บันทึกได้
~100 km
ขอบเขตลมทั้งหมดของพายุไซโคลนเทรซีตอนขึ้นฝั่ง
ขนาดต่างกันมหาศาล
บทที่ III · ขั้นที่ 7 · โครงสร้าง

ตาพายุและกำแพง

ตาพายุของเฮอริเคนมักกว้าง 20–50 กม. แทบไม่มีเมฆ ลมเบา กำแพงตาพายุ (eyewall) ที่ล้อมรอบมีลมแรงที่สุดและฝนหนักที่สุด เกิดขึ้นตรงที่อากาศอุ่นที่ไหลเข้าเลี้ยวขึ้นข้างบน ถัดออกไปคือแถบฝนรูปเกลียว (rainbands) ที่นำฝนหนัก ลมแรง และบางครั้งพายุทอร์นาโด สลับกับช่องว่างที่ฝนน้อย ลมระดับเฮอริเคนมักแผ่กว้างราว 160 กม. และลมระดับพายุโซนร้อนอาจไปไกลเกือบ 500 กม. จากตาของเฮอริเคนลูกใหญ่

ตาพายุ
20–50 กม.
ลมเบา มักโปร่ง
ลมแรงที่สุด
10–50 กม.
จากใจกลาง ในกำแพงตาพายุ
ใหญ่ที่สุดเท่าที่บันทึกได้
ไต้ฝุ่นทิป ตุลาคม 1979 กว้าง 2,220 กม.
เกือบสองเท่าของสถิติเดิม

เส้นสีคือตัวติดตามลม เคลื่อนเร็วที่สุด (สีแดง) ในกำแพงตาพายุ และช้าลงเมื่อออกไปด้านนอก ความเร็วในภาพลดลงเพื่อให้มองเห็นได้ ด้านขวาของทิศที่พายุเคลื่อนที่ ความเร็วของตัวพายุจะบวกเข้ากับลม ด้านนั้นจึงมักสร้างความเสียหายมากที่สุด

แหล่งข้อมูล (ภาษาอังกฤษ): Hurricanes: Science and Society (University of Rhode Island): Hurricane structure; Wikipedia: Typhoon Tip

บทที่ IV · แรงแค่ไหน

การวัดความแรงของพายุ

ระดับ 1 ถึง 5

มาตราแซฟเฟอร์–ซิมป์สันจัดระดับเฮอริเคนจากลมอย่างเดียว

นักพยากรณ์จัดระดับเฮอริเคนด้วยมาตราแซฟเฟอร์–ซิมป์สัน ตั้งแต่ระดับหนึ่งถึงห้า โดยใช้ความเร็วลมสูงสุดที่เฉลี่ยในหนึ่งนาที

ระดับหนึ่งเริ่มที่หนึ่งร้อยสิบเก้ากิโลเมตรต่อชั่วโมง ตั้งแต่ระดับสามที่หนึ่งร้อยเจ็ดสิบแปด ถือเป็นเฮอริเคนรุนแรง และระดับห้าเริ่มที่สองร้อยห้าสิบสอง

ลองกดเลือกระดับ แล้วดูพายุบีบตัวแน่นขึ้น

แต่มาตรานี้วัดแค่ลม ไม่ได้บอกอะไรเรื่องฝนหรือคลื่นพายุซัดฝั่ง ซึ่งมักสร้างความเสียหายมากที่สุด

เครื่องบินสำรวจบินเข้าไปในพายุเพื่อวัดลมและความกดอากาศ (ภาพประกอบ)
การวัดลม เครื่องบินสำรวจบินเข้าไปในพายุเพื่อวัดลมและความกดอากาศ (ภาพประกอบ)
ระดับ 1119–153
ระดับ 2154–177
ระดับ 3178–208
ระดับ 4209–251
ระดับ 5≥ 252
มาตราลมเฮอริเคนแซฟเฟอร์–ซิมป์สัน แถบที่เน้นคือเฮอริเคนรุนแรง (ระดับ 3 ขึ้นไป)
  1. 1971 วิศวกรเฮอร์เบิร์ต แซฟเฟอร์คิดมาตรานี้
  2. 1973 ฉบับของโรเบิร์ต ซิมป์สันเผยแพร่ต่อสาธารณะ
  3. 2010 ตัดเรื่องความกดอากาศและคลื่นพายุออก เหลือแต่ลม
ประวัติ
  • ไม่อยู่ในมาตรา: คลื่นพายุซัดฝั่ง
  • ไม่อยู่ในมาตรา: ปริมาณฝนและน้ำท่วม
  • ไม่อยู่ในมาตรา: ขนาดของพายุ
สิ่งที่ตัวเลขไม่ได้บอก
บทที่ IV · ขั้นที่ 8 · มาตราแซฟเฟอร์–ซิมป์สัน

ระดับ 1 ถึง 5

มาตราลมเฮอริเคนแซฟเฟอร์–ซิมป์สัน (Saffir–Simpson Hurricane Wind Scale) จัดระดับเฮอริเคนจากความเร็วลมเฉลี่ยหนึ่งนาทีที่สูงที่สุด วัดที่ความสูง 10 เมตรจากพื้น วิศวกรโยธาเฮอร์เบิร์ต แซฟเฟอร์คิดขึ้นในปี 1971 โรเบิร์ต ซิมป์สัน ผู้อำนวยการศูนย์เฮอริเคนแห่งชาติสหรัฐฯ ในขณะนั้น เพิ่มเรื่องคลื่นพายุและน้ำท่วม และเผยแพร่ในปี 1973 ตั้งแต่ปี 2010 กลายเป็นมาตราที่วัดลมอย่างเดียว ระดับ 3 ขึ้นไปเรียกว่า “เฮอริเคนรุนแรง” (major hurricane)

ระดับ 1
119–153 กม./ชม.
74–95 ไมล์/ชม.
ระดับ 2
154–177 กม./ชม.
96–110 ไมล์/ชม.
ระดับ 3
178–208 กม./ชม.
111–129 ไมล์/ชม. · รุนแรง
ระดับ 4
209–251 กม./ชม.
130–156 ไมล์/ชม. · รุนแรง
ระดับ 5
≥ 252 กม./ชม.
≥ 157 ไมล์/ชม. · รุนแรง

ส่วนที่กดเล่นได้: ปุ่มระดับจะเปลี่ยนความเร็วลมสูงสุดของพายุจำลอง มาตรานี้ไม่ได้รวมคลื่นพายุซัดฝั่ง ปริมาณฝน หรือขนาดของพายุ นักพยากรณ์จึงเตือนเรื่องเหล่านี้แยกต่างหาก หน่วยงานอื่น เช่น สำนักอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น ใช้ลมเฉลี่ย 10 นาทีและมีระดับของตนเอง

แหล่งข้อมูล (ภาษาอังกฤษ): Wikipedia: Saffir–Simpson scale

เติบโตแบบระเบิด

การทวีกำลังอย่างรวดเร็ว

เหนือน้ำทะเลที่อุ่นจัด พายุอาจแรงขึ้นเร็วจนน่ากลัว

บางครั้งพายุก็แรงขึ้นแบบระเบิด เมื่อลมแรงขึ้นอย่างน้อยสามสิบนอต ราวห้าสิบห้ากิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง นักพยากรณ์เรียกว่าการทวีกำลังอย่างรวดเร็ว

สถิติเป็นของเฮอริเคนแพทริเซีย นอกชายฝั่งเม็กซิโกเดียวกับไซมอน เมื่อตุลาคม 2015 ลมของมันเพิ่มจากหนึ่งร้อยสามสิบเจ็ด เป็นสามร้อยสามสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลาเพียงยี่สิบสี่ชั่วโมง

ที่จุดสูงสุด แพทริเซียมีลมสามร้อยสี่สิบห้ากิโลเมตรต่อชั่วโมง แรงที่สุดเท่าที่เคยวัดได้อย่างเชื่อถือได้ ส่วนความกดอากาศต่ำที่สุดเท่าที่บันทึกได้ คือแปดร้อยเจ็ดสิบเฮกโตปาสกาล เป็นของไต้ฝุ่นทิป

≥ 30 kt
ลมแรงขึ้นภายใน 24 ชม. (≈ 55 กม./ชม.)
การทวีกำลังอย่างรวดเร็ว นิยามที่ศูนย์เฮอริเคนแห่งชาติสหรัฐฯ ใช้ มักเกิดเหนือน้ำทะเลที่อุ่นมาก
22 ต.ค. 2015 06 UTC137 km/h
23 ต.ค. 2015 06 UTC330 km/h
เฮอริเคนแพทริเซียใน 24 ชั่วโมง 85 → 205 ไมล์/ชม. ขณะที่ความกดอากาศลดลง 95 hPa เร็วที่สุดเท่าที่ศูนย์เฮอริเคนแห่งชาติสหรัฐฯ เคยเห็น
345 km/h
แพทริเซีย 23 ต.ค. 2015: ลมต่อเนื่องแรงที่สุดที่วัดได้อย่างเชื่อถือได้
870 hPa
ไต้ฝุ่นทิป 12 ต.ค. 1979: ความกดอากาศต่ำที่สุดเท่าที่บันทึกได้
สถิติ ความกดอากาศปกติที่ระดับน้ำทะเลราว 1,013 hPa
บทที่ IV · ขั้นที่ 9 · การทวีกำลังอย่างรวดเร็ว

เติบโตแบบระเบิด

ศูนย์เฮอริเคนแห่งชาติสหรัฐฯ เรียกการที่ลมแรงต่อเนื่องสูงสุด (เฉลี่ยหนึ่งนาที) เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 30 นอตภายใน 24 ชั่วโมงว่า “การทวีกำลังอย่างรวดเร็ว” (rapid intensification) ซึ่งมักเกิดเหนือทะเลที่ผิวน้ำอุ่นและสะสมความร้อนไว้มาก เฮอริเคนแพทริเซีย (Patricia) เพิ่มจาก 85 เป็น 205 ไมล์/ชม. (ราว 137 เป็น 330 กม./ชม.) ระหว่าง 06 UTC วันที่ 22 ถึง 06 UTC วันที่ 23 ตุลาคม 2015 ขณะที่ความกดอากาศใจกลางลดลง 95 hPa เร็วที่สุดเท่าที่ศูนย์ฯ เคยสังเกต มันแรงสูงสุด 345 กม./ชม. ซึ่งเป็นลมต่อเนื่องหนึ่งนาทีที่แรงที่สุดเท่าที่วัดหรือประมาณได้อย่างเชื่อถือได้ และขึ้นฝั่งที่รัฐฮาลิสโก เม็กซิโก ด้วยความแรงระดับ 4

แพทริเซีย 2015
345 กม./ชม.
872 hPa รุนแรงที่สุดในซีกโลกตะวันตก
ทิป 1979
870 hPa
ความกดอากาศต่ำที่สุดของโลกเท่าที่บันทึกได้

ภาพย่อการเติบโต 24 ชั่วโมงของพายุให้เหลือไม่กี่วินาที (แผนภาพ) นักวิจัยตั้งคำถามว่าไต้ฝุ่นบางลูกในภายหลังอาจรุนแรงกว่าทิป แต่ยังขาดข้อมูลวัดที่ชี้ขาด สถิติของทิปจึงยังคงอยู่

แหล่งข้อมูล (ภาษาอังกฤษ): Wikipedia: Rapid intensification; Wikipedia: Hurricane Patricia; Wikipedia: Typhoon Tip

บทที่ V · ทะเลยกตัว

น้ำ

คลื่นพายุซัดฝั่ง

ในพายุที่ร้ายแรงที่สุดหลายครั้งในประวัติศาสตร์ ตัวคร่าชีวิตคือทะเลเอง

ในพายุที่ร้ายแรงที่สุดหลายครั้งในประวัติศาสตร์ สิ่งที่คร่าชีวิตผู้คนไม่ใช่ลม แต่เป็นทะเล คลื่นพายุซัดฝั่งคือระดับน้ำที่พายุดันให้สูงขึ้นเหนือระดับน้ำขึ้นน้ำลงปกติ

ลมดันน้ำเข้าหาฝั่ง และความกดอากาศต่ำทำให้น้ำทะเลโป่งขึ้น ราวหนึ่งเซนติเมตรต่อความกดอากาศที่ลดลงทุกหนึ่งเฮกโตปาสกาล

ถ้าพื้นทะเลกว้างและตื้น น้ำก็ไม่มีที่ไป คลื่นพายุจึงกองสูงขึ้น ถ้าบวกกับน้ำขึ้นสูงด้วย ก็จะกลายเป็นระดับน้ำขึ้นจากพายุ

ลองกดปุ่มเปลี่ยนระดับน้ำขึ้นน้ำลง และรูปร่างของพื้นทะเลดู

น้ำทะเลถูกดันข้ามกำแพงกันคลื่นเข้าสู่ถนนริมชายฝั่ง (ภาพประกอบ)
คลื่นพายุซัดฝั่ง น้ำทะเลถูกดันข้ามกำแพงกันคลื่นเข้าสู่ถนนริมชายฝั่ง (ภาพประกอบ)
Δh≈1 cm×Δp [hPa]\Delta h \approx 1\ \text{cm} \times \Delta p\,[\text{hPa}]
Δh\Delta h
ระดับน้ำที่ยกขึ้นจากความกดอากาศต่ำ
Δp\Delta p
ความกดอากาศที่ลดลง
ส่วนที่มาจากความกดอากาศ ความกดลดลง 100 hPa ทำให้น้ำทะเลยกขึ้นราว 1 เมตร ลมที่ดันน้ำเข้าฝั่งมักเพิ่มมากกว่านั้น
  • ไหล่ทวีปกว้างและตื้น → คลื่นพายุสูงขึ้น คลื่นลูกเล็กลง
  • ไหล่ทวีปแคบ น้ำลึก → คลื่นพายุต่ำลง คลื่นลูกใหญ่ขึ้น
  • ระดับน้ำขึ้นจากพายุ = คลื่นพายุซัดฝั่ง + น้ำขึ้นน้ำลงปกติ
อะไรทำให้แย่ลง
คลื่นพายุ
ความสูงเหนือระดับน้ำขึ้นน้ำลงที่คาดไว้
ระดับน้ำรวม
ระดับน้ำรวม: คลื่นพายุ + น้ำขึ้นน้ำลง
สองคำที่นักพยากรณ์ใช้
บทที่ V · ขั้นที่ 10 · คลื่นพายุซัดฝั่ง

เมื่อทะเลขึ้นมาบนฝั่ง

คลื่นพายุซัดฝั่ง (storm surge) คือระดับน้ำที่พายุทำให้สูงขึ้นเหนือระดับน้ำขึ้นน้ำลงที่คาดการณ์ไว้ ส่วนระดับน้ำขึ้นจากพายุ (storm tide) คือระดับน้ำรวมทั้งหมด คือคลื่นพายุบวกน้ำขึ้นน้ำลง ลมดันน้ำเข้าหาฝั่ง และปัจจัยหลักคือลมแรงที่พัดผ่านผืนน้ำเป็นระยะไกล ความกดอากาศต่ำก็ทำให้น้ำทะเลยกขึ้นราว 10 มม. ต่อความกดที่ลดลงทุก 1 เฮกโตปาสกาล ไหล่ทวีปที่กว้างและตื้นทำให้คลื่นพายุสูงขึ้นแต่คลื่นลูกเล็ก ส่วนไหล่ทวีปแคบที่น้ำลึกใกล้ฝั่งทำให้คลื่นพายุต่ำกว่าแต่คลื่นลูกใหญ่กว่า

ผลของความกดอากาศ
~1 ซม. / hPa
~1 ม. เมื่อความกดลดลง 100 hPa
ระดับน้ำขึ้นจากพายุ
คลื่นพายุ + น้ำขึ้นน้ำลง
สิ่งที่ท่วมชายฝั่งจริง

ส่วนที่กดเล่นได้: ภาพตัดขวางชายฝั่งแบบแผนภาพ (ความสูงเป็นเมตร ระยะทางไม่ได้สัดส่วน) ปุ่มสลับระหว่างน้ำลงกับน้ำขึ้น และระหว่างไหล่ทวีปกว้างตื้นกับไหล่ทวีปชัน ความสูงของคลื่นพายุในกล่องตัวเลขเป็นค่าตัวอย่างเพื่อแสดงผล ไม่ใช่การพยากรณ์ของสถานที่จริง

แหล่งข้อมูล (ภาษาอังกฤษ): Wikipedia: Storm surge; NOAA National Weather Service: Defining storm surge, storm tide and inundation

เมื่อทะเลรุกเข้ามา

พายุที่คร่าชีวิตมากที่สุด

หายนะจากพายุหมุนเขตร้อนที่ร้ายแรงที่สุด คือน้ำท่วมจากทะเล

เดือนพฤศจิกายน 1970 พายุไซโคลนโภลาดันคลื่นพายุสูงราวสิบเมตร เข้าสู่ที่ราบสามเหลี่ยมปากแม่น้ำของดินแดนที่ปัจจุบันคือบังกลาเทศ

มีผู้เสียชีวิตราวสามแสนถึงห้าแสนคน นับเป็นพายุหมุนเขตร้อนที่คร่าชีวิตมากที่สุดเท่าที่มีบันทึก

ปี 2005 คลื่นพายุของเฮอริเคนแคทรีนาสูงราวแปดเมตรครึ่งที่ชายฝั่งรัฐมิสซิสซิปปี แคทรีนาคร่าชีวิตผู้คนหนึ่งพันสามร้อยเก้าสิบสองคน

ชายฝั่งที่ราบต่ำซึ่งหันหน้าออกสู่ทะเลกว้างและตื้น คือที่ที่คลื่นพายุรุกเข้าไปในแผ่นดินได้ไกลที่สุด

สามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่ราบต่ำแบบนี้หันหน้าออกสู่อ่าวเบงกอล (ภาพประกอบ)
สามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่สูงกว่าทะเลเพียงเล็กน้อย สามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่ราบต่ำแบบนี้หันหน้าออกสู่อ่าวเบงกอล (ภาพประกอบ)
300,000–500,000
ผู้เสียชีวิตโดยประมาณ พายุไซโคลนโภลา 12 พ.ย. 1970
~10 m
คลื่นพายุซัดฝั่ง
ปากีสถานตะวันออก ปัจจุบันคือบังกลาเทศ การช่วยเหลือที่ล่าช้าทำให้เกิดความโกรธแค้น ซึ่งมีส่วนนำไปสู่สงครามเพื่อเอกราชปี 1971
~8.5 m
คลื่นพายุของแคทรีนาที่เบย์เซนต์หลุยส์และพาสคริสเตียน มิสซิสซิปปี
1,392
ผู้เสียชีวิต
เฮอริเคนแคทรีนา 29 ส.ค. 2005 ขึ้นฝั่งด้วยความแรงระดับ 3 แต่คลื่นพายุสูงมหาศาล
ที่ซึ่งแผ่นดินราบและทะเลตื้น น้ำจะรุกเข้าไปไกล (ภาพประกอบ)
ชายฝั่งที่ราบต่ำ ที่ซึ่งแผ่นดินราบและทะเลตื้น น้ำจะรุกเข้าไปไกล (ภาพประกอบ)
บทที่ V · ขั้นที่ 11 · พายุที่คร่าชีวิตมากที่สุด

เมื่อทะเลรุกเข้ามา

พายุไซโคลนโภลา (Bhola) พัดถล่มปากีสถานตะวันออก (ปัจจุบันคือบังกลาเทศ) และรัฐเบงกอลตะวันตกเมื่อ 12 พฤศจิกายน 1970 พร้อมคลื่นพายุสูงราว 10 เมตร มีผู้เสียชีวิตประมาณ 300,000 ถึง 500,000 คน เป็นพายุหมุนเขตร้อนที่ร้ายแรงที่สุดเท่าที่มีบันทึก การช่วยเหลือของรัฐบาลที่ล่าช้าทำให้ชาวปากีสถานตะวันออกโกรธแค้น เป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ที่นำไปสู่สงครามปลดปล่อยบังกลาเทศปี 1971 ส่วนเฮอริเคนแคทรีนา (Katrina) ขึ้นฝั่งเมื่อ 29 สิงหาคม 2005 ด้วยความแรงระดับ 3 คลื่นพายุสูง 7.6–8.5 เมตรตามชายฝั่งมิสซิสซิปปี และ 3–6 เมตรทางตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐลุยเซียนา มีผู้เสียชีวิต 1,392 คน

โภลา 1970
คลื่นพายุ ~10 ม.
เสียชีวิต 300,000–500,000 คน (ประมาณ)
แคทรีนา 2005
คลื่นพายุ ~8.5 ม.
เสียชีวิต 1,392 คน

แคทรีนาขึ้นฝั่ง “แค่” ระดับ 3 เป็นเครื่องเตือนใจว่าระดับความแรงของลมไม่ได้วัดคลื่นพายุ สัญลักษณ์บนลูกโลกแสดงจุดที่พายุเหล่านี้ขึ้นฝั่ง (ไม่ได้สัดส่วนจริง)

แหล่งข้อมูล (ภาษาอังกฤษ): Wikipedia: 1970 Bhola cyclone; NOAA National Weather Service New Orleans: Hurricane Katrina; Wikipedia: Storm surge

บทที่ VI · ใกล้บ้านเรา

ใกล้บ้านเรา

พายุในอ่าวไทย

บนบก พายุสูญเสียเชื้อเพลิง ชายฝั่งจึงรับแรงกระแทกหนักที่สุด

เมื่อขึ้นบก พายุจะขาดเชื้อเพลิงซึ่งก็คือน้ำทะเลอุ่น และอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็ว ชายฝั่งจึงเป็นที่ที่รับแรงกระแทกหนักที่สุด

ปี 2505 พายุโซนร้อนแฮร์เรียตพัดเข้าแหลมตะลุมพุก จังหวัดนครศรีธรรมราช คลื่นพายุและลมแรงคร่าชีวิตผู้คนกว่าเก้าร้อยคน

พฤศจิกายน 2532 ไต้ฝุ่นเกย์ถล่มชุมพร เป็นไต้ฝุ่นลูกแรกที่ขึ้นฝั่งประเทศไทยนับตั้งแต่ปี 2434 มีผู้เสียชีวิตกว่าห้าร้อยคน

พายุยังกวนน้ำเย็นจากข้างล่างขึ้นมา ทิ้งรอยน้ำเย็นไว้ในทะเล พายุที่หยุดนิ่งอยู่เหนือรอยน้ำเย็นของตัวเอง จึงมักอ่อนกำลังลง

เรือประมงถูกลากขึ้นฝั่งขณะพายุกำลังมา (ภาพประกอบ)
อ่าวไทย เรือประมงถูกลากขึ้นฝั่งขณะพายุกำลังมา (ภาพประกอบ)
แหลมทรายที่ราบต่ำในอำเภอปากพนัง นครศรีธรรมราช คลื่นพายุแฮร์เรียตคร่าชีวิตกว่า 900 คน (ภาพประกอบ)
1962 · แหลมตะลุมพุก แหลมทรายที่ราบต่ำในอำเภอปากพนัง นครศรีธรรมราช คลื่นพายุแฮร์เรียตคร่าชีวิตกว่า 900 คน (ภาพประกอบ)
  1. 1891 ไต้ฝุ่นลูกสุดท้ายที่ขึ้นฝั่งไทยก่อนเกย์
  2. 1962 แฮร์เรียต แหลมตะลุมพุก: เสียชีวิตกว่า 900 คน
  3. 4 Nov 1989 ไต้ฝุ่นเกย์ ชุมพร: เสียชีวิตกว่า 500 คน
พายุที่ถล่มไทย ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากเกย์แตกต่างกันในแต่ละแหล่ง แต่ทุกแหล่งระบุว่าเกิน 500 คน
  • บนบก: ไม่มีน้ำอุ่น → เครื่องยนต์ดับ
  • รอยน้ำเย็น: น้ำลึกที่ถูกกวนขึ้นมาทำให้ผิวน้ำเย็นลง
  • เย็นกว่า ~26.5 °C → พายุสูญเสียลักษณะพายุเขตร้อน
พายุตายอย่างไร
บทที่ VI · ขั้นที่ 12 · ใกล้บ้านเรา

พายุในอ่าวไทย

บนบก พายุหมุนเขตร้อนจะขาดความร้อนและความชื้นที่หล่อเลี้ยงมัน และอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็ว มันอ่อนลงกลางทะเลได้เช่นกัน เพราะลมของมันกวนน้ำเย็นจากข้างล่างขึ้นมา พายุที่วนอยู่ที่เดิมนาน ๆ อาจทำให้ผิวน้ำเย็นเกินกว่าจะเลี้ยงตัวเองได้ ปี 2505 (ค.ศ. 1962) พายุโซนร้อนแฮร์เรียต (Harriet) ขึ้นฝั่งที่แหลมตะลุมพุก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช คลื่นพายุคร่าชีวิตกว่า 900 คน และทำให้กว่า 10,000 คนไร้ที่อยู่ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2532 (ค.ศ. 1989) ไต้ฝุ่นเกย์ (Gay) ถล่มจังหวัดชุมพร เป็นไต้ฝุ่นลูกแรกที่ขึ้นฝั่งไทยนับแต่ปี 2434 (ค.ศ. 1891) หนึ่งวันก่อนหน้านั้น มันทำให้เรือขุดเจาะซีเครสต์ (Seacrest) ล่มกลางอ่าวไทย ลูกเรือ 97 คนรอดชีวิตเพียง 6 คน

แฮร์เรียต 2505
เสียชีวิต 900+
แหลมตะลุมพุก นครศรีธรรมราช
เกย์ 2532
เสียชีวิต 500+
ชุมพร ไต้ฝุ่นลูกแรกที่ขึ้นฝั่งตั้งแต่ 2434

ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากไต้ฝุ่นเกย์แตกต่างกัน บทความวิกิพีเดียเรื่องพายุลูกนี้ระบุว่าเสียชีวิตบนบก 558 คนและนอกชายฝั่ง 44 คนในไทย ส่วนรายการภัยพิบัติในไทยระบุ 833 คน ทั้งสองตัวเลขเกิน 500 คน สัญลักษณ์บนลูกโลกไม่ได้สัดส่วนจริง

แหล่งข้อมูล (ภาษาอังกฤษ): Wikipedia: Typhoon Gay (1989); Wikipedia: List of disasters in Thailand; Khaosod English: South warned of first tropical storm since 1962 disaster (2019); New World Encyclopedia: Tropical cyclone

บทที่ VII · มหาสมุทรที่อุ่นขึ้น

มหาสมุทรที่อุ่นขึ้น

ภาวะโลกร้อนทำอะไรกับพายุ

ไม่จำเป็นต้องมีพายุมากขึ้น แต่พายุจะแรงขึ้นและฝนหนักขึ้น

เมื่อมหาสมุทรอุ่นขึ้นจะเกิดอะไรขึ้น ห้องปฏิบัติการพลศาสตร์ของไหลธรณีฟิสิกส์ของ NOAA ซึ่งรวบรวมงานวิจัย ได้สรุปการคาดการณ์ไว้สำหรับโลกที่ร้อนขึ้นสององศา

ลมแรงสูงสุดของพายุหมุนเขตร้อนคาดว่าจะเพิ่มขึ้นราวหนึ่งถึงสิบเปอร์เซ็นต์ และฝนใกล้ตัวพายุเพิ่มขึ้นราวสิบสี่เปอร์เซ็นต์

สัดส่วนของพายุที่แรงถึงระดับสี่หรือห้าคาดว่าจะเพิ่มขึ้น ขณะที่จำนวนพายุทั้งหมดอาจเท่าเดิมหรือลดลง

และเพราะระดับน้ำทะเลกำลังสูงขึ้น คลื่นพายุขนาดเท่าเดิมจะรุกเข้าไปในแผ่นดินได้ไกลขึ้น

คลื่นพายุแต่ละครั้งเริ่มจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น (ภาพประกอบ)
ทะเลที่สูงขึ้น คลื่นพายุแต่ละครั้งเริ่มจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น (ภาพประกอบ)
+1–10 %
ความเร็วลมสูงสุด
≈ +14 %
อัตราฝนในรัศมี ~100 กม. จากใจกลาง
คาดการณ์ที่โลกร้อนขึ้น 2 °C ความเชื่อมั่นระดับปานกลางถึงสูง ตามบทสรุปของ NOAA GFDL
  • สัดส่วนพายุระดับ 4–5 เพิ่มขึ้น
  • จำนวนรวม: เท่าเดิมหรือลดลง (งานวิจัยส่วนใหญ่)
  • ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น → พายุลูกเดิมท่วมชายฝั่งมากขึ้น
น้อยลงแต่ดุขึ้น? ลองกดปุ่มเปรียบเทียบวันนี้กับมหาสมุทรที่อุ่นขึ้น (แผนภาพ)
บทที่ VII · ขั้นที่ 13 · มหาสมุทรที่อุ่นขึ้น

ภาวะโลกร้อนทำอะไรกับพายุ

ห้องปฏิบัติการพลศาสตร์ของไหลธรณีฟิสิกส์ (GFDL) ของ NOAA สรุปงานวิจัยไว้ว่า หากโลกร้อนขึ้นราว 2 °C ความเร็วลมของพายุหมุนเขตร้อนทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นราว 1–10% และอัตราฝนในรัศมีราว 100 กม. จากพายุจะเพิ่มขึ้นราว 14% (ช่วง +6 ถึง +22%) ทั้งสองข้อมีความเชื่อมั่นระดับปานกลางถึงสูง สัดส่วนของพายุที่แรงถึงระดับ 4–5 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น ขณะที่งานวิจัยส่วนใหญ่คาดว่าจำนวนพายุทั้งหมดจะลดลงหรือเปลี่ยนแปลงไม่มาก ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ซึ่ง IPCC ระบุว่าแทบแน่นอนว่ามีสาเหตุหลักจากกิจกรรมของมนุษย์ตั้งแต่ปี 1971 ทำให้พายุลูกเดิมท่วมชายฝั่งได้มากขึ้น

ลมสูงสุด
+1–10 %
เมื่อโลกร้อนขึ้น ~2 °C
ฝนใกล้ตัวพายุ
≈ +14 %
ช่วง +6 ถึง +22 %
สัดส่วนพายุระดับ 4–5
คาดว่าจะเพิ่มขึ้น
จำนวนรวม: เท่าเดิมหรือน้อยลงในงานวิจัยส่วนใหญ่

ส่วนที่กดเล่นได้: ปุ่ม “มหาสมุทรอุ่นขึ้น” เพิ่มลมของพายุจำลองราว 5% และเพิ่มฝน ซึ่งเป็นค่ากลางของช่วงที่คาดการณ์ไว้ เป็นการเปรียบเทียบแบบแผนภาพ ไม่ใช่การพยากรณ์พายุลูกใด ส่วนคำถามว่าพายุลูกใดลูกหนึ่ง เช่น ไซมอน แรงขึ้นเพราะโลกร้อนหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องอาศัยการศึกษาเฉพาะ (attribution study)

แหล่งข้อมูล (ภาษาอังกฤษ): NOAA GFDL: Global warming and hurricanes

บทส่งท้าย

บทส่งท้าย

อ่านพยากรณ์ให้เป็น

ตอนนี้คุณรู้แล้วว่าตัวเลขในข่าวหมายถึงอะไร

ดังนั้น เมื่อข่าวบอกว่าเฮอริเคนระดับสี่กำลังมา คุณจะรู้ว่ามันหมายถึงลมแรงเกินสองร้อยเก้ากิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่หมุนวนรอบตาพายุอันสงบ

เบื้องหลังมันคือเครื่องจักรความร้อนที่ใช้น้ำทะเลอุ่นเป็นเชื้อเพลิง หมุนด้วยการหมุนของโลก และอันตรายที่สุดตรงที่มันดันทะเลขึ้นมาท่วมชายฝั่งที่ราบต่ำ

จะเรียกว่าเฮอริเคน ไต้ฝุ่น หรือไซโคลน ก็คือเครื่องจักรเดียวกัน เมื่อมีคำเตือน ให้ทำตามคำแนะนำของทางการในพื้นที่

  1. 1970 ไซโคลนโภลา: ร้ายแรงที่สุดเท่าที่บันทึก
  2. 1979 ไต้ฝุ่นทิป: 870 hPa กว้าง 2,220 กม.
  3. 1989 ไต้ฝุ่นเกย์ถล่มชุมพร
  4. 2005 เฮอริเคนแคทรีนา
  5. 2015 เฮอริเคนแพทริเซีย: 345 กม./ชม.
  6. 2026 ไอเซยาสและไซมอน
พายุในเรื่องนี้
  • ระดับ = ลมต่อเนื่องเฉลี่ยหนึ่งนาทีเท่านั้น
  • คลื่นพายุและฝนมีคำเตือนแยกต่างหาก
  • ด้านขวาหน้าของพายุมักรุนแรงที่สุด
  • ทำตามคำเตือนของทางการในพื้นที่
อ่านคำเตือนให้เป็น
ภาพนิ่งทั้งหมดในเรื่องนี้เป็นภาพประกอบที่สร้างด้วย AI ไม่ใช่ภาพถ่ายจริง
หลังพายุผ่านไป ภาพนิ่งทั้งหมดในเรื่องนี้เป็นภาพประกอบที่สร้างด้วย AI ไม่ใช่ภาพถ่ายจริง
บทส่งท้าย · อ่านพยากรณ์ให้เป็น

เครื่องจักรเดียว หลายชื่อ

  • 1891 ไต้ฝุ่นลูกสุดท้ายที่ขึ้นฝั่งไทยก่อนปี 1989 (พ.ศ. 2434)
  • 1962 พายุโซนร้อนแฮร์เรียต แหลมตะลุมพุก: เสียชีวิตกว่า 900 คน (พ.ศ. 2505)
  • 1970 ไซโคลนโภลา: คลื่นพายุ ~10 ม. เสียชีวิต 300,000–500,000 คน
  • 1971–73 คิดค้นและเผยแพร่มาตราแซฟเฟอร์–ซิมป์สัน
  • 1979 ไต้ฝุ่นทิป: 870 hPa กว้าง 2,220 กม.
  • 1989 ไต้ฝุ่นเกย์ถล่มชุมพร (พ.ศ. 2532)
  • 2005 เฮอริเคนแคทรีนา: คลื่นพายุ ~8.5 ม. เสียชีวิต 1,392 คน
  • 2015 เฮอริเคนแพทริเซีย: 345 กม./ชม. ทวีกำลังเร็วที่สุดเท่าที่สังเกตได้
  • 2026 เฮอริเคนไอเซยาส (ฟลอริดา) และไซมอน (เม็กซิโก)

แบบจำลองอย่างง่าย: พายุสามมิติ ผืนทะเลคอริออลิส และภาพตัดขวางชายฝั่งเป็นแผนภาพ ความสูงขยายเกินจริงและลมถูกทำให้ช้าลง ลูกโลกใช้ภาพ Blue Marble ของ NASA แถบน้ำอุ่นเป็นแผนภาพ ภาพนิ่งเต็มจอและภาพประกอบทั้งหมดสร้างด้วย AI ไม่ใช่ภาพถ่ายจริง เรื่องนี้มีไว้เพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่การพยากรณ์ เมื่อเกิดพายุจริง ให้ติดตามกรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่

แหล่งข้อมูล (ภาษาอังกฤษ)
Bernama–Xinhua: Hurricane Isaias makes landfall in Florida (10 Oct 2026)
AP via WECT: Simon strengthens into a Category 4 hurricane (10 Oct 2026)
AP via WECT: Hurricane Simon pounds Mexico’s Pacific coast (11 Oct 2026)
CBS News: Hurricane Simon lashes Mexico’s Pacific coast (12 Oct 2026)
NOAA Ocean Service: Hurricane, cyclone or typhoon?
NOAA AOML Hurricane FAQ: How do tropical cyclones form?
NOAA AOML Hurricane FAQ: How much energy does a hurricane release?
NOAA AOML Hurricane FAQ: Why do tropical cyclones rotate?
University at Albany ATM 317: Apparent forces and the Coriolis force
Wikipedia: Tropical cyclogenesis
New World Encyclopedia: Tropical cyclone
Hurricanes: Science and Society (University of Rhode Island): Hurricane structure
Wikipedia: Saffir–Simpson scale
Wikipedia: Rapid intensification
Wikipedia: Hurricane Patricia
Wikipedia: Typhoon Tip
Wikipedia: Storm surge
NOAA National Weather Service: Defining storm surge, storm tide and inundation
Wikipedia: 1970 Bhola cyclone
NOAA National Weather Service New Orleans: Hurricane Katrina
Wikipedia: Typhoon Gay (1989)
Wikipedia: List of disasters in Thailand
Khaosod English: South warned of first tropical storm since 1962 disaster (2019)
NOAA GFDL: Global warming and hurricanes