# วันสิ้นยุคไดโนเสาร์

> แบบจำลองสามมิติของการพุ่งชนของดาวเคราะห์น้อยชิกซูลุบ ตั้งแต่วินาทีที่มันพุ่งเข้าหาโลก การระเบิด เมกะสึนามิ ฝนไฟ ฤดูหนาวยาวนาน จนถึงการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ ทุกตัวเลขอ้างอิงจากงานวิจัย

Interactive film: https://www.planetpast.com/stories/chicxulub-impact/?lang=th  
Publisher: PlanetPast (https://www.planetpast.com/) · เผยแพร่ 2026-10-11 · Earth science, Space, Biology

## โลกก่อนชน

### โลกก่อนวันสุดท้าย
*ปลายยุคครีเทเชียส · 66.0 ล้านปีก่อน*

โลกที่อุ่นกว่าปัจจุบัน แทบไม่มีน้ำแข็งขั้วโลก และมีไดโนเสาร์ครองแผ่นดินมากว่า 160 ล้านปี

66 ล้านปีก่อน ปลายยุคครีเทเชียส โลกอุ่นกว่าปัจจุบัน แทบไม่มีน้ำแข็งขั้วโลก ไดโนเสาร์ครองแผ่นดินมากว่า 160 ล้านปี ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดรู้ว่า ดาวเคราะห์น้อยจากนอกวงโคจรดาวพฤหัสบดี กำลังพุ่งตรงมายังทะเลตื้นแห่งยูกาตัน

ขั้น 0 · ปลายยุคครีเทเชียส · ~66.0 ล้านปีก่อน

#### โลกก่อนวันสุดท้าย

โลกปลายยุคครีเทเชียสอุ่นกว่าปัจจุบัน ระดับน้ำทะเลสูง ไดโนเสาร์ครองระบบนิเวศบนบกมาแล้วกว่า 160 ล้านปี จุดที่จะถูกชนคือทะเลตื้นบริเวณคาบสมุทรยูกาตัน ประเทศเม็กซิโกในปัจจุบัน พื้นทะเลบริเวณนั้นเป็นหินปูนและหินที่อุดมด้วยกำมะถัน ซึ่งภายหลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญของภาวะโลกเย็น

- **พิกัดจุดชน**: 21.3°N 89.5°W ใต้หมู่บ้านชิกซูลุบ คาบสมุทรยูกาตัน

- **อายุเหตุการณ์**: ~66.0 ล้านปี รอยต่อยุค K–Pg (ครีเทเชียส–พาลีโอจีน)

- **ภูมิศาสตร์ที่ต่างจากปัจจุบัน**: อเมริกาเหนือและใต้ยังไม่เชื่อมกัน ช่องแคบอเมริกากลางยังเปิด ทำให้สึนามิผ่านเข้ามหาสมุทรแปซิฟิกได้โดยตรง

พื้นผิวโลกในแบบจำลองใช้ภาพถ่ายดาวเทียม NASA Blue Marble ที่ปรับให้ใกล้ยุคครีเทเชียส: นำน้ำแข็งขั้วโลกออก (กรีนแลนด์และแอนตาร์กติกาเป็นป่า) และเปิดช่องแคบอเมริกากลาง ตำแหน่งทวีปยังเป็นของปัจจุบัน ซึ่งในยุคนั้นต่างไปเล็กน้อย

วิธีใช้: กดขั้นตอนด้านล่างภาพ หรือกดลูกศร ← → · ปุ่ม ▶ เล่นเหตุการณ์ในแต่ละขั้น · ลากภาพเพื่อหมุนกล้องเอง · ปุ่ม “โหมดภาพยนตร์” เล่นทุกขั้นต่อเนื่องแบบเต็มจอ

## พุ่งเข้าหาโลก

### ผู้มาเยือนจากนอกดาวพฤหัสบดี
*T − 10 นาที*

ดาวเคราะห์น้อยชนิดคาร์บอน กว้าง 10–15 กม. ความเร็วราว 20 กม. ต่อวินาที

ดาวเคราะห์น้อยชนิดคาร์บอน กว้างราว 10 ถึง 15 กิโลเมตร ความเร็วราว 20 กิโลเมตรต่อวินาที เร็วกว่าเครื่องบินโดยสารราว 100 เท่า พุ่งเข้ามาจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ทำมุมราว 60 องศากับพื้น ผ่านชั้นบรรยากาศทั้งหมดในเวลาไม่ถึง 6 วินาที อากาศด้านหน้าร้อนจนกลายเป็นพลาสมา

ขั้น 1 · T − 10 นาที → T − 0

#### ดาวเคราะห์น้อยพุ่งเข้าหาโลก

ดาวเคราะห์น้อยชนิดคาร์บอน (C-type) ที่ก่อตัวนอกวงโคจรดาวพฤหัสบดี เคลื่อนเข้ามาจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ทำมุมราว 60° กับพื้น ด้วยความเร็วราว 20 กม./วินาที ทะลุชั้นบรรยากาศหนาราว 100 กม. ในเวลาไม่ถึง 6 วินาที อากาศด้านหน้าถูกอัดจนร้อนจัดเป็นพลาสมาเรืองแสง

- **เส้นผ่านศูนย์กลาง**: ~10–15 กม. แบบจำลองต่าง ๆ ใช้ 12–17 กม. ใหญ่กว่ายอดเอเวอเรสต์ (8.8 กม.)

- **ความเร็ว**: ~20 กม./วิ ≈ 72,000 กม./ชม. หรือราว 100 เท่าของเครื่องบินโดยสาร

- **มุมและทิศทาง**: ~60° จาก NE มุมที่พ่นไอระเหยขึ้นบรรยากาศชั้นบนได้มากที่สุด

- **เวลาผ่านบรรยากาศ**: ~5.8 วินาที 100 กม. ÷ (20 กม./วิ × sin 60°)

- **ชนิดวัตถุ**: คอนไดรต์ชนิดคาร์บอน (carbonaceous chondrite) ยืนยันจากไอโซโทปของรูทีเนียมในชั้นหิน K–Pg (Fischer-Gödde et al., 2024) ไม่ใช่ดาวหาง

ขณะที่ส่วนหน้าของวัตถุแตะผิวน้ำ ส่วนท้ายยังอยู่สูงราวเพดานบินของเครื่องบินโดยสาร ในฉากนี้ขยายขนาดวัตถุ ×3 เพื่อให้มองเห็น ระยะทางและความเร็วเป็นสเกลจริง และเวลาช่วงท้ายถูกยืดแบบภาพช้า

อ้างอิง: Collins et al. 2020 (Nature Communications); Fischer-Gödde et al. 2024 (Science)

## การชน

### การชน
*T = 0*

พลังงานราว 10²³ จูล ถูกปลดปล่อยในเสี้ยววินาที

พลังงานราว 10²³ จูล ถูกปลดปล่อยในเสี้ยววินาที เทียบเท่าระเบิดฮิโรชิมาหลายพันล้านลูก โพรงลึกกว่า 20 กิโลเมตรเปิดออกภายในไม่กี่วินาที แล้วพังทลายลง เหลือหลุมกว้าง 180 ถึง 200 กิโลเมตร ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในไม่กี่นาที

ขั้น 2 · T = 0 → T + 10 นาที

#### จังหวะการชนและหลุมอุกกาบาต

พลังงานจลน์ทั้งหมดถูกปลดปล่อยในเวลาเสี้ยววินาที หินและน้ำทะเลกลายเป็นไอ เกิดลูกไฟขนาดมหึมา ภายในไม่กี่วินาทีเกิดโพรงลึกกว่า 20 กม. (บางแบบจำลองลึกถึงราว 28 กม.) จากนั้นผนังโพรงพังทลาย หินใต้หลุมดีดตัวกลับขึ้นแล้วยุบลงเป็นวงแหวนยอดเขา (peak ring) ได้หลุมสุดท้ายกว้าง 180–200 กม. ลึกราว 3 กม. กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที

- **พลังงาน**: ~10²³–5×10²³ J ค่าที่ใช้กันบ่อยราว 10²³ จูล

- **เทียบ TNT**: 24–120 ล้าน Mt 1 Mt = 4.184×10¹⁵ J

- **เทียบระเบิดฮิโรชิมา**: 1.6–8 พันล้านลูก ฮิโรชิมา ≈ 15 kt

- **หลุมสุดท้าย**: 180–200 กม. ปัจจุบันถูกฝังใต้ตะกอน ไม่เห็นจากพื้นผิว

- **ลำดับเหตุการณ์ในหลุม**: โพรงชั่วคราวลึก 20–28 กม. → ยุบตัวเหลือลึก ~3 กม. แรงโน้มถ่วงทำให้ผนังโพรงพังและพื้นดีดกลับ คล้ายหยดน้ำที่กระเด็นกลับขึ้น แต่เกิดในหินแข็ง

ในฉากสามมิติ: ลูกไฟและกลุ่มควันลอยขึ้นจากจุดชน เปลือกโปร่งแสงคือคลื่นกระแทกในอากาศ จุดสว่างคือเศษหินที่ถูกเหวี่ยงออก วงสีฟ้าคือน้ำทะเลที่ถูกม่านเศษหินผลักออกไป

อ้างอิง: Range et al. 2022 (AGU Advances) ผ่าน Physics Today; Schulte et al. 2010; GSA 2022

## แผ่นดินไหว

### แผ่นดินสะเทือนทั้งดาว
*T + 1 นาที → หลายสัปดาห์*

พลังงานแผ่นดินไหวมากกว่าแผ่นดินไหวสุมาตรา 2004 ราว 50,000 เท่า

ม่านเศษหินดันน้ำทะเลขึ้นเป็นกำแพงสูงราว 4.5 กิโลเมตร คลื่นไหวสะเทือนวิ่งทะลุเนื้อโลก พลังงานมากกว่าแผ่นดินไหวสุมาตรา 2004 ราว 5 หมื่นเท่า ภายในราว 20 นาที คลื่นไหวสะเทือนไปถึงอีกฟากของโลก และแผ่นดินสั่นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์

ขั้น 3 · T + 1 นาที → หลายสัปดาห์

#### คลื่นกระแทกและแผ่นดินไหวมหาศาล

ม่านเศษหินสูงหลายสิบกิโลเมตรดันน้ำทะเลออกไปเป็นคลื่นขอบหลุมสูงราว 4.5 กม. ภายใน 2.5 นาทีหลังการชน ก่อนจะพังลงเมื่อเศษหินตกกลับ ขณะเดียวกันคลื่นไหวสะเทือนวิ่งผ่านเนื้อโลกไปจนถึงอีกฟากของดาวในราว 20 นาที

- **พลังงานแผ่นดินไหว**: ~10²³ J ประเมินจากหลักฐานชั้นตะกอน

- **เทียบสุมาตรา 2004 (M9.1)**: ~50,000 เท่า แผ่นดินไหวที่ทำให้เกิดสึนามิมหาสมุทรอินเดีย

- **คลื่นขอบหลุม**: 4.5 กม. ที่ T + 2.5 นาที จากแบบจำลอง

- **ระยะเวลาสั่นไหว**: สัปดาห์–เดือน รอยเลื่อนต่อเนื่องขึ้นไปถึงชั้นลูกแก้วที่ตกทับภายหลัง

#### หลักฐานในชั้นหิน

- โคลอมเบีย เกาะกอร์โกนียา: ชั้นโคลนและทรายลึก 10–15 ม. ใต้พื้นทะเลโบราณถูกบิดเปลี่ยนรูป

- เม็กซิโก แหล่ง El Papalote: ร่องรอยทรายเหลว (liquefaction) เมื่อตะกอนอิ่มน้ำถูกเขย่าจนไหลเหมือนของเหลว

- สหรัฐฯ มิสซิสซิปปี แอละแบมา เท็กซัส: รอยเลื่อนและรอยแตกในชั้นหิน

วงสีฟ้าคือหน้าคลื่น P (เร็วที่สุด) วงสีม่วงคือคลื่น S ที่ช้ากว่า เวลาเป็นค่าประมาณเพื่อการศึกษา

อ้างอิง: Bermúdez, GSA Connects 2022; Range et al. 2022

## เมกะสึนามิ

### เมกะสึนามิ
*T + 10 นาที → 48 ชั่วโมง*

คลื่นสูง 1.5 กิโลเมตร แผ่ออกจากอ่าวเม็กซิโกไปทั่วทุกมหาสมุทร

สิบนาทีหลังการชน คลื่นสูง 1.5 กิโลเมตรแผ่ออกทุกทิศทาง หนึ่งชั่วโมง คลื่นพ้นอ่าวเม็กซิโกเข้าสู่แอตแลนติกเหนือ สี่ชั่วโมง คลื่นผ่านช่องแคบอเมริกากลางเข้าสู่มหาสมุทรแปซิฟิก กลางทะเลในอ่าวเม็กซิโกคลื่นสูงเกิน 100 เมตร และเมื่อถึงน้ำตื้น คลื่นยิ่งสูงขึ้นอีกมาก ยี่สิบสี่ชั่วโมง คลื่นข้ามสองมหาสมุทรใหญ่ และไหลเข้ามหาสมุทรอินเดียจากทั้งสองฝั่ง ภายใน 48 ชั่วโมง คลื่นถึงชายฝั่งเกือบทุกแห่งบนโลก

ขั้น 4 · T + 10 นาที → T + 48 ชั่วโมง

#### เมกะสึนามิรอบโลก

10 นาทีหลังการชน คลื่นรูปวงแหวนสูงราว 1.5 กม. ซึ่งอยู่ห่างจุดชน 220 กม. เริ่มแผ่ออกไปทุกทิศทาง พลังงานเริ่มต้นสูงถึงราว 30,000 เท่าของสึนามิมหาสมุทรอินเดียปี 2004 คลื่นแรงพอจะกัดเซาะพื้นทะเลในแอ่งมหาสมุทรอีกฟากโลก

#### เส้นทางคลื่น (Range et al., 2022)

- คลื่นสูง 1.5 กม. ห่างจุดชน 220 กม.

- ออกจากอ่าวเม็กซิโกสู่มหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ

- ผ่านช่องแคบอเมริกากลางเข้าสู่มหาสมุทรแปซิฟิก

- ข้ามแปซิฟิกและแอตแลนติกเกือบทั้งหมด เข้ามหาสมุทรอินเดียจากทั้งสองฝั่ง

- ถึงชายฝั่งเกือบทั้งหมดของโลก

- **ทะเลเปิด อ่าวเม็กซิโก**: > 100 ม. ความสูงคลื่นกลางทะเล

- **ใกล้ฝั่งแอตแลนติกเหนือ**: > 10 ม. รวมถึงบางส่วนของชายฝั่งแปซิฟิกในอเมริกาใต้

- **เมื่อเข้าน้ำตื้น**: คลื่นสูงขึ้นอีกมาก (shoaling) คลื่นช้าลงและอัดตัวเมื่อพื้นทะเลตื้นขึ้น ความสูงที่ชายฝั่งจึงมากกว่าค่ากลางทะเลหลายเท่า

หลักฐาน: ชั้นตะกอน K–Pg บนชายฝั่งตะวันออกของเกาะเหนือและเกาะใต้ของนิวซีแลนด์ ห่างจุดชนกว่า 12,000 กม. ถูกรบกวนและขาดหาย และพบลอนทรายยักษ์ใต้ดินในรัฐลุยเซียนาที่เกิดจากคลื่นชุดนี้

วิธีอ่านภาพ: เส้นสว่างคือหน้าคลื่น สีบนมหาสมุทรคือความสูงคลื่นทะเลเปิดโดยประมาณ **แตะหรือคลิกจุดบนทะเล** เพื่อดูระยะทางตามเส้นทางน้ำ เวลาที่คลื่นมาถึง และความสูงโดยประมาณ ค่าคำนวณจากเส้นทางสั้นที่สุดผ่านทะเลด้วยความเร็วคงที่ ~790 กม./ชม. และความสูงที่ลดลงตามระยะทางซึ่งปรับให้ตรงกับตัวเลขในงานวิจัย ไม่ใช่ผลแบบจำลองต้นฉบับ

อ้างอิง: Range et al. 2022, “The Chicxulub Impact Produced a Powerful Global Tsunami”, AGU Advances 3(5)

## ฝนไฟ

### ฝนไฟ
*T + 15 นาที → หลายชั่วโมง*

เศษหินหลอมเหลวตกกลับลงมาทั่วโลก ท้องฟ้าร้อนแดง ไฟป่าลุกไหม้

เศษหินหลอมเหลวที่ถูกเหวี่ยงออกนอกโลก ตกกลับลงมาทั่วทุกทวีป ท้องฟ้าร้อนแดงจากเศษหินนับพันล้านชิ้นที่ลุกไหม้ ไฟป่าลุกลามในหลายภูมิภาค เขม่าควันปริมาณมหาศาลลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ

ขั้น 5 · T + 15 นาที → หลายชั่วโมง

#### ฝนไฟจากท้องฟ้า

เศษหินหลอมเหลวที่ถูกเหวี่ยงออกไปนอกชั้นบรรยากาศตกกลับลงมาทั่วโลกเป็นลูกแก้วขนาดเล็ก (spherules) นับพันล้านเม็ด เสียดสีกับอากาศจนร้อนจัด ท้องฟ้าเรืองแสงแดงและแผ่ความร้อนลงสู่พื้น ไฟป่าลุกไหม้ในหลายภูมิภาค และส่งเขม่าควันปริมาณมหาศาลขึ้นสู่บรรยากาศ

- **แหล่ง Tanis**: ~3,000 กม. ห่างจุดชน ในรัฐนอร์ทดาโคตา สหรัฐฯ

- **ฤดูที่เกิดเหตุ**: ใบไม้ผลิ ของซีกโลกเหนือ วิเคราะห์จากกระดูกปลาฟอสซิลที่ Tanis

- **ร่องรอยที่ทิ้งไว้ทั่วโลก**: ชั้นดินบาง ๆ ที่มีอิริเดียมสูงผิดปกติ อิริเดียมหายากในเปลือกโลกแต่พบมากในอุกกาบาต เป็นหลักฐานชิ้นแรกที่นำไปสู่ทฤษฎีการชน (Alvarez, 1980)

ที่ Tanis พบปลาที่มีลูกแก้วจากการชนติดอยู่ในเหงือก แสดงว่าลูกแก้วตกถึงพื้นในเวลาไม่นานหลังการชน ขณะที่ปลายังมีชีวิต

ข้อถกเถียง: ไฟป่าลุกลามทั่วโลกหรือเฉพาะบางภูมิภาคยังไม่มีข้อยุติ ในแบบจำลองนี้แสดงความเข้มของไฟลดลงตามระยะห่างจากจุดชน

อ้างอิง: DePalma et al. 2019 (PNAS); During et al. 2022 (Nature); Alvarez et al. 1980 (Science)

## ฤดูหนาว

### ฤดูหนาวอันยาวนาน
*หลายสัปดาห์ → หลายปี*

แสงแดดเหลือราว 1% นานเกือบสองปี การสังเคราะห์แสงหยุดลง

ฝุ่น เขม่า และละอองกำมะถัน ห่อหุ้มโลกไว้ทั้งใบ แสงแดดที่ส่องถึงพื้นลดเหลือราว 1% นานเกือบสองปี การสังเคราะห์แสงหยุดลง อุณหภูมิเฉลี่ยโลกอาจลดลงราว 15 องศาเซลเซียส ห่วงโซ่อาหารพังทลายจากฐาน เมื่อพืชและแพลงก์ตอนหยุดเติบโต

ขั้น 6 · หลายสัปดาห์ → ~10 ปี

#### ฤดูหนาวจากการชน

ฝุ่นหินละเอียด เขม่าจากไฟป่า และละอองกำมะถันปกคลุมบรรยากาศทั่วโลก แสงแดดที่ส่องถึงพื้นลดเหลือเพียงราว 1% เป็นเวลาเกือบ 2 ปี การสังเคราะห์แสงหยุดลงเกือบทั้งหมด ห่วงโซ่อาหารพังทลายจากฐาน

เส้นโค้งเชิงคุณภาพ สร้างจากตัวเลขในงานวิจัยหลายชิ้น ผลแต่ละแบบจำลองต่างกันตามสมมติฐานเรื่องปริมาณฝุ่น ขนาดเม็ดฝุ่น เขม่า และกำมะถัน

- **แสงแดดถึงพื้น**: ~1% นานเกือบ 2 ปี (แบบจำลองเขม่า)

- **สังเคราะห์แสงหยุด**: ~620 วัน กลับสู่ระดับเดิมในราว 3–4 ปี

- **อุณหภูมิเฉลี่ยโลก**: ลดลง ~15 °C บางแบบจำลองให้ค่าต่างจากนี้

- **ฝุ่นละเอียดค้างฟ้า**: สูงสุด ~15 ปี ซัลเฟตส่งผลนานราว 10 ปี

งานวิจัยเดิมเชื่อว่ากำมะถันเป็นตัวการหลัก ผลการศึกษาปี 2023 ที่วัดขนาดฝุ่นจาก Tanis ชี้ว่าฝุ่นซิลิเกตละเอียดมีบทบาทมากกว่าที่เคยคิด

อ้างอิง: Senel et al. 2023 (Nature Geoscience); Tabor et al. 2020 (GRL); Brugger et al. 2017

## สูญพันธุ์

### ผู้รอดชีวิต
*หลายเดือน → หลายล้านปี*

ราว 75% ของชนิดพันธุ์สูญพันธุ์ ผู้รอดคือสัตว์ตัวเล็กที่หลบซ่อนเก่ง

ราว 75% ของชนิดพันธุ์บนโลกสูญพันธุ์ รวมถึงไดโนเสาร์ทุกกลุ่มที่ไม่ใช่นก ผู้รอดชีวิตคือสัตว์ขนาดเล็ก นก จระเข้ เต่า และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เมื่อแสงกลับคืน ยุคของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมก็เริ่มต้นขึ้น

ขั้น 7 · หลายเดือน → หลายล้านปี

#### การสูญพันธุ์และผู้รอดชีวิต

เมื่อพืชและแพลงก์ตอนหยุดเติบโต สัตว์กินพืชขาดอาหาร ตามด้วยสัตว์กินเนื้อ สิ่งมีชีวิตราว 75% ของชนิดพันธุ์บนโลกสูญพันธุ์ ผู้รอดชีวิตส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก อาศัยในโพรงหรือในน้ำจืด และกินซากหรือเมล็ดพืชซึ่งยังพอหาได้ในช่วงที่ไม่มีแสง

#### สูญพันธุ์
ไดโนเสาร์ที่ไม่ใช่นก เทอโรซอร์ โมซาซอร์ เพลซิโอซอร์ แอมโมไนต์ แพลงก์ตอนหลายกลุ่ม

#### รอดชีวิต
นก (สายไดโนเสาร์ที่เหลือ) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก จระเข้ เต่า กบ เฟิร์น

- **ชนิดพันธุ์ที่สูญพันธุ์**: ~75% รวมบนบกและในทะเล

- **ชีวิตกลับคืนสู่หลุม**: ภายในไม่กี่ปี ฟอสซิลแพลงก์ตอนในแกนหินจากหลุมชิกซูลุบ

- **“Fern spike”**: สปอร์เฟิร์นพุ่งสูงในชั้นหินเหนือรอยต่อ K–Pg เฟิร์นเป็นพืชกลุ่มแรกที่กลับมาครองพื้นที่ที่ถูกทำลาย

ช่องว่างทางนิเวศที่ไดโนเสาร์ทิ้งไว้เปิดโอกาสให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมวิวัฒนาการแตกแขนงขนาดใหญ่ในยุคพาลีโอจีน ซึ่งท้ายที่สุดนำไปสู่ไพรเมตและมนุษย์

อ้างอิง: Schulte et al. 2010 (Science); Lowery et al. 2018 (Nature)

## หลักฐาน + คำนวณ

### เรารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร
*ค.ศ. 1980 → ปัจจุบัน*

ขั้น 8 · ตั้งแต่ ค.ศ. 1978 ถึงปัจจุบัน

#### เรารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร

- 1978 นักธรณีฟิสิกส์ของบริษัทน้ำมัน Pemex พบโครงสร้างวงกลมขนาดใหญ่ใต้ยูกาตันจากข้อมูลแรงโน้มถ่วงและแม่เหล็ก

- 1980 ทีมของหลุยส์และวอลเตอร์ อัลวาเรซ พบอิริเดียมสูงผิดปกติในชั้นรอยต่อ K–Pg และเสนอว่ามาจากการชนของวัตถุจากอวกาศ

- 1991 Hildebrand และคณะระบุว่าโครงสร้างใต้ยูกาตันขนาด 180–200 กม. คือหลุมที่ตามหา

- 2016 โครงการขุดเจาะ IODP–ICDP Expedition 364 เจาะถึงวงแหวนยอดเขาในหลุม

- 2020 แบบจำลองสามมิติชี้ว่าวัตถุพุ่งชนจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มุมราว 60°

- 2022 แบบจำลองสึนามิระดับโลกครั้งแรก และหลักฐานแผ่นดินไหวมหาศาล

- 2024 ไอโซโทปรูทีเนียมยืนยันว่าเป็นดาวเคราะห์น้อยชนิดคาร์บอนจากนอกวงโคจรดาวพฤหัสบดี

#### เครื่องคำนวณ: ถ้าอุกกาบาตต่างไปจากนี้

เส้นผ่านศูนย์กลาง
ความเร็วขณะชน
มุมกับพื้น
ชนิดวัตถุ (ความหนาแน่น)
มวล พลังงานจลน์
เทียบ TNT เทียบระเบิดฮิโรชิมา
ขนาดหลุมสุดท้ายโดยประมาณ (ชิกซูลุบจริง 180–200 กม.)
สูตร: E = ½mv² · ขนาดหลุมใช้สมการสเกลของ Collins, Melosh & Marcus (2005) ที่ใช้ในโปรแกรม Earth Impact Effects สมมติเป้าเป็นหินตะกอนความหนาแน่น 2,500 kg/m³ เป็นค่าประมาณคร่าว ๆ เพื่อการศึกษา

#### แหล่งข้อมูล

[University of Michigan: แบบจำลองสึนามิ Chicxulub (Range et al., 2022)](https://news.umich.edu/dinosaur-killing-asteroid-triggered-global-tsunami-that-scoured-seafloor-thousands-of-miles-from-impact-site)
[Physics Today: กลไกการเกิดสึนามิและโพรงหลุม](https://physicstoday.aip.org/quick-study/the-tsunami-triggered-by-the-chicxulub-impact)
[Imperial College London: มุมการชน 60° (Collins et al., 2020)](https://imperial.ac.uk/news/197694/dinosaur-dooming-asteroid-struck-earth-deadliest-possible)
[Natural History Museum: ดาวเคราะห์น้อยจากนอกวงโคจรดาวพฤหัสฯ (2024)](https://www.nhm.ac.uk/discover/news/2024/august/dinosaur-killing-chicxulub-asteroid-came-from-edge-solar-system.html)
[Geological Society of America: แผ่นดินไหวมหาศาล (2022)](https://geosociety.org/GSA/News/pr/2022/22-54.aspx)
[Smithsonian: เขม่าและความมืด](https://www.smithsonianmag.com/science-nature/soot-dinosaur-impact-180974708)
[Smithsonian: ฝุ่นละเอียดกับฤดูหนาว (Senel et al., 2023)](https://www.SmithsonianMag.com/smart-news/dust-may-have-triggered-the-global-winter-that-killed-the-dinosaurs-180983165/)
[NASA Visible Earth: ภาพ Blue Marble ที่ใช้เป็นพื้นผิวโลก](https://visibleearth.nasa.gov/collection/1484/blue-marble)
ภาพนิ่งเต็มจอในแต่ละขั้นสร้างด้วย AI เพื่อช่วยจินตนาการ ไม่ใช่ภาพทางวิทยาศาสตร์ รายละเอียดสัตว์และพืชอาจไม่ตรงตามหลักฐานฟอสซิล

